Is it a kind of dream Floating down on the river Following the river of death down the stream Oh is it a dream

HOME
AЯCHIVE
BIOGЯAPHY
DISCOGЯAPHY
BOOKS
LYЯICS
ЯEFEЯENCES

PICTUЯES

ET CETEЯA
FOЯUM
ME
MY GIGS
THANKS
WHILE THEY WERE SLEEPING

A Design For Life

Libraries gave us power
Then work came and made us free
What price now for a shallow piece of dignity

I wish I had a bottle
Right here in my dirty face to wear the scars
To show from where I came

We don't talk about love we only want to get drunk
And we are not allowed to spend
As we are told that this is the end

A design for life
A design for life
A design for life
A design for life

I wish I had a bottle
Right here in my pretty face to wear the scars
To show from where I came

We don't talk about love we only want to get drunk
And we are not allowed to spend
As we are told that this is the end

A design for life
A design for life
A design for life
A design for life

We don't talk about love we only want to get drunk
And we are not allowed to spend
As we are told that this is the end

A design for life
A design for life
A design for life
A design for...

ME
I'm just a patsy for your love

ฉ ั น

Underneon loneliness, everlasting nothingness

PЯEFACE
08/2012

สวัสดีค่ะ ขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการอีกทีนะคะ "หมู" ค่ะ ทำหน้าที่เป็นเว็บมาสเตอร์ของแฟนไซต์นี้ ดำเนินการสร้างเพจนี้คนเดียวค่ะ เนื้อหาของเว็บ นอกเหนือจากข้อมูลที่เป็น fact แล้ว ที่เหลือก็เป็นข้อมูลที่เราได้ยินได้ฟังมา บางสิ่งก็อาจจะเป็นข้อมูลแบบอคติในแบบฉบับของเรา ขอให้ผู้อ่านเสพย์อย่างมีวิจารณญาณค่ะ ทุกข้อผิดพลาดและคำคำติติงก็ขอน้อมรับไว้แต่เพียงผู้เดียวค่ะ

เรื่องที่จะเล่าด้านล่างเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเราเอง เราเล่าแบบเป็นทางการไม่เก่ง แต่ไว้อ่านกันเล่นๆ สบาย ๆ สนุก ๆ แล้วมาทำความรู้จักกันค่ะ :D


PAST/PЯESENT/FUTUЯE

ริ่มรู้จักแมนิคส์ครั้งแรกได้อย่างไร

จากรายการมายาวิชั่น ทางช่อง 7 ดำเนินรายการโดย จอห์น นูโว กับ ลินดา ครอส ประมาณปี 1994 ปีนั้นเป็นครั้งแรก (และครั้งสุดท้าย ?) ที่แมนิคส์มาเมืองไทย ตอนนั้นเรียนอยู่ชั้น ม.2 แต่ก็รู้จักผิวเผินมาก ๆ รู้แค่ว่าวงอะไรชื่อยาวมาก ๆ ไม่รู้ความหมายอีกต่างหาก แล้วก็ไม่ได้สนใจและติดตามอะไรอีกเลย

____________________________________________________________

เริ่มฟังแมนิคส์ได้อย่างไร

ตอนนั้นอยู่ประมาณ ม.3 (ปี 1995) พี่สาวเอาเทปแมนิคส์ชุด Generation Terrorists ของเพื่อนมาให้ยืม บอกว่าเป็นวงที่เพื่อนคลั่งมาก ตอนนั้นยังไม่รู้จัก แต่เห็นปกเทปก็ว่าเท่ห์ ๆ ดี แต่ก็แปลก ๆ อยู่นะ เหมือนวงเกย์ แต่ก็ไม่ได้ฟังจริงจัง หลังจากนั้นพี่ชายก็แฮ้ปเทป Gold Agaisnt The Soul ของเพื่อนมาฟัง

____________________________________________________________

แล้วเริ่มติดตามแมนิคส์มาตั้งแต่ตอนนั้น ?

เปล่า เพิ่งมาติดตามแมนิคส์เมื่อปี 1996 ตอนเรียน ม.4 เห็น เจมส์ / นิกกี้ / ฌอน ขึ้นปกนิตยสาร music express ก็งง ๆ ว่าทำไมเหลือ 3 คน แต่ก่อนมี 4 คนนี่นา เลยซื้อมาอ่าน แล้วก็เพิ่งรู้ว่าริชชี่หายตัวไปแล้ว (ริชชี่หายไป วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1995) ตอนนั้นอินเตอร์เน็ตยังเป็นเรื่องที่ไกลตัวมาก (ตอนเข้ามหาวิทยาลัยปีแรกยังเล่นเน็ตฟรีของมหา'ลัย ได้ที่ความเร็ว 14.4 kbps เลย) รู้สึกว่าวงนี้น่าสนใจดี เลยหาซื้ออัลบั้มเก่า ๆ มาฟัง ก็เริ่มจาก อัลบั้มล่าสุดขณะนั้น คือ Everything Must Go

____________________________________________________________

เริ่มติดตามจริงจังตั้งแต่ตอนไหน

ตอนเรียนมหาวิทยาลัย เพราะตอนนั้นเริ่มมีสื่ออินเตอร์เน็ตเข้ามาในชีวิต ได้เจอสังคมที่กว้างขึ้น ตอนเรียนมัธยมการฟังเพลงฝรั่งเป็นเรื่องที่ไม่อยู่ในสารระบบสุด ๆ ใครฟังเหมือนตัวประหลาด (ตอนนั้นเค้าฮิต คริสติน่า เจ มอส ฯลฯ) เพราะมีอินเตอร์เน็ตเลยได้เจอเพื่อนและรู้จัก ๆ ที่ชอบแมนิคส์เหมือนกันหลายคน

ตอนนั้นโปรแกรมแชท irc กำลังดัง ใคร ๆ ก็ต้องเข้าห้องแชท ตั้งห้องแชท #manic_street เปิดห้องไว้แบบเหมือนดักยุง ฮ่าๆ คือถ้าจำักันได้ ห้องแชทมีหลายร้อยห้อง ตั้งแต่ห้องที่มีสมาชิก 1 คน ยันหลายร้อยคน แล้วโอกาสก็น้อยมากที่จะมีใครซักคนหลงเข้ามาในห้องแชท 1 คน ... แต่ไม่น่าเชื่อที่มีคนที่ชอบแมนิคส์ browse ห้องแชทแบบผ่าน ๆ เจอหรือเพื่อนแนะนำ ได้เข้ามาทักทาย เข้ามาเป็นเพื่อนคุย เข้ามาเป็นเพื่อนในชีวิตจริงจนบัดนี้

____________________________________________________________

ทำไมถึงมาทำเว็บแฟนแมนิคส์และ lovemanics.com

เรากล้าพูดว่าเป็นแฟนแมนิคส์ในยุคหลัง อย่าเรียกเราว่ากรุ๊ปปี้ เป็นแค่แฟนเหนียวแน่นคนนึง ส่วน lovemanics เป็นชื่อที่ใช้กับอีเมล เป็นอีเมลแรกตั้งแต่เล่นอินเตอร์เน็ตเลย พอจะทำเว็บก็คิดว่าดีเหมือนกันที่มีชื่อเว็บเดียวกับอีเมลแล้วตอนนั้นก็ยังไม่มีใครจดโดเมนชื่อนี้ด้วย ส่วนคอนเซปเว็บ คิดไว้นานมากตั้งแต่สมัยเรียนก่อนจะทำเว็บเป็นเสียอีก Sleeping with Manic Street Preachers เห็นว่าน่ารักดี (เหมือนชื่ออัลบั้มพิเศษ Sleeping with the NME) พอมาทำเว็บก็หารูปเหล่าแมนิคส์นอนหลับ แปลกดีเหมือนกันที่หาได้ ก็หายากเหมือนกันนะ จนปัจจุบันนี้ก็พบว่าเป็นวงที่ถูกแอบถ่ายภาพตอนนอนหลับไว้เยอะเหมือนกันนะนี่

ส่วนเรื่องแฟนไซต์ เราตามอ่านแฟนไซต์ของเมืองนอกมานานมาก ก็เรียกว่าตั้งแต่เข้าอินเตอร์เน็ตนั่นเลยล่ะ เพราะจะเป็นแหล่งข้อมูลแหล่งเดียวที่เราสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย แล้วของเมืองนอกจะมีเว็บที่แต่ละคนก็มีคอนเซปของตัวเอง มีเว็บเจ๋ง ๆ เยอะมาก ในฐานะคนทำเว็บแฟนไซต์ เราเองก็อยากจะนำเสนอข้อมูลที่แฟนแมนิคส์ชาวไทย น่าจะหาอ่านได้ง่าย ๆ เป็นภาษาไทย แต่ด้วยข้อจำกัดด้านความรู้ของเราเองที่ไม่สามารถแปลมานำเสนอได้ทั้งหมด แต่ก็จะพยายามทำให้ดีที่สุดค่ะ

เราเองก็ขอแทนตัวเองว่าเป็นหนึ่งในเว็บไทย คาดหวังจะเห็นเว็บแฟนไซต์แมนิคส์อื่น ๆ เป็นภาษาไทยอีกเยอะ ๆ

อย่างน้อยไม่มีเว็บแมนิคส์ก็ดีใจที่ได้เห็นเว็บของวงดนตรีอื่น ๆ เป็นภาษาไทย แต่น่าเสียดายที่หลายปีหลังมานี้หลาย ๆ เว็บที่เคยรู้จักปิดตัวลง อาจจะเพราะกระแสเฟซบุ๊คหรือหมดแรงบันดาลใจใดใด ๆ ก็ตาม เสียดายแทนค่ะในฐานะของคนทำเว็บคนนึง เราเองก็จะพยายามทำเว็บนี้ให้นานที่สุดเท่าที่ปัจจัยทุกอย่างจะอำนวย


Top-far right : me from the gig in Tokyo 2010
Q magazine, taken by Mitch Ikeda

____________________________________________________________

ชอบแมนิคส์ตรงไหน

เป็นคนที่เล่นดนตรีไม่เป็น เลยไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วแมนิคส์เล่นดนตรีดีไหม แต่ชอบ มันเกิดจากการก่อตัวของความชอบเล็ก ๆ ความประทับใจในการร่วมชีวิต ของคน 4 คน ที่เป็นมากกว่าวงดนตรีวงหนึ่ง ริชชี่หายตัวไปนานแล้ว แต่ก็ไม่มีการนำสมาชิกใหม่เข้าวง คือ ทุกคนก็ยอมรับในความเป็น 4 real ของแมนิคส์ ที่ไม่มีใครแทนที่ได้ (แล้วก็ไม่มีใครอยากแทนด้วย) แน่นอนว่าแมนิคส์ไม่ใช่วงดนตรีที่ดีที่สุดในโลก แต่จะผิดอะไรถ้าเป็นวงที่เราชอบที่สุดในโลก

____________________________________________________________

เสียใจไหม ที่ไม่ทันได้ติดตามยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของแมนิคส์ในเมืองไทย รวมทั้งคอนเสิร์ตด้วย

เสียดายที่ไม่ได้ดูคอนเสิร์ต ยอมรับว่าถ้าตัวเองเกิดทันยุคทองของแมนิคส์ในไทย อีก 1 ปีให้หลัง (หลังจากริชชี่หายตัวไป) ต้องเลิกฟังแมนิคส์แน่นอน เพราะเรามั่นใจว่า ถ้าเราได้รู้จักริชชี่ก่อน เราต้องขายวิญญาณให้ริชชี่แน่ ๆ แล้วก็จะลืมแมนิคส์ไปโดยปริยาย ดังนั้น ไม่เสียใจเลยที่เพิ่งมาติดตามแมนิคส์ตั้งแต่ปี 1996 และเป็นแฟนแมนิคส์ในยุคหลังและตอนนี้ก็เป็นแฟนเหนียวแน่นของทั้ง James, Nicky, Sean และเราก็ยอมรับได้กับสิ่งที่แมนิคส์เริ่มเปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ทั้งการเพิ่มไลน์ดนตรีและสมาชิกทัวร์เพิ่มขึ้น แต่บางทีก็รู้สึกต่อต้านเล็ก ๆ เมื่ออัลบั้มชุดใหม่ออกเนื่องจากแนวเพลงไม่ค่อยโดนใจ

____________________________________________________________

คิดว่าตอนนี้ในไทย จะมีแฟนแมนิคส์หลงเหลืออยู่เท่าไร

ถ้าแฟนริชชี่จำนวนอาจจะพอ ๆ เดิม แต่ถ้าแฟนแมนิคส์ คิดว่าน้อยจนเทียบไม่ได้กับยุคทองเมื่อปี 1994 แต่จากที่ดูกระแสแมนิคส์จะเข้ามาเล่นงาน 100 ร็อค ที่โดนแคนเซิ่ลไปแล้ว เห็นว่ายังมีแฟนแมนิคส์อีกมากที่รอคอยพวกเค้าอยู่

แต่จะว่าไปก็อาจจะวัดอะไรไม่ได้เลยด้วยซ้ำ เพราะวงอย่าง Oasis ที่วันนึงเคยรุ่งเรืองสุด ๆ วันนี้ชื่อเสียงในอดีตไม่ได้การันตีการ sold out ของ Noel Gallagher ในไทยเลยแม้แต่นิดเดียว ...

____________________________________________________________

เพลง / อัลบั้ม ที่ชอบที่สุด

A Design For Life และ Little Baby Nothing ส่วนอัลบั้มให้ Everything Must Go และ The Holy Bible มาฉิวเฉียดเป็นอันดับสอง เราชอบเพลงแมนิคส์ที่ไม่ใช่แนวแมนิคส์ ชอบฟังเจมส์ร้องเพลงรัก ๆ มันรู้สึกเหมือนว่า เออ เค้าก็ร้องได้เนอะ ไม่ได้ร้องเป็นแต่เพลงหดหู่ สังเกตได้ว่าแมนิคส์ยุคหลังริชชี่จะมีเพลงที่เกี่ยวกับความรักบ้าง ถ่ายภาพก็ยิ้มกันมากขึ้น เห็นแล้วสบายใจ

____________________________________________________________

สะสมอะไรเกี่ยวกับแมนิคส์บ้าง

เกือบทุกอย่างที่จะหาได้และจ่ายได้ ส่วนมากจะเป็นซิงเกิ้ล อัลบั้ม หนังสือ จะพยายามเก็บทุก format แต่ก็ยากเพราะต้องใช้ทุนสูง แล้วก็ mp3 พวก live ต่าง ๆ ก็พยายามหาของมือสอง สภาพดี ราคาย่อมเยาว์จากเว็บไซต์ต่าง ๆ

____________________________________________________________


James and me, Tokyo 2011

มีอะไรที่น่าประทับใจบ้างตั้งแต่ทำ lovemanics.com มา

คือมันเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง ได้รู้จักแฟน ๆ แมนิคส์น่ารัก ๆ หลาย ๆ คน จริง ๆ เรียกว่าตั้งแต่เปิดห้องแชท #manic_street เลยดีกว่า เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นเพื่อน (คือเจอพวกเกรียน ๆ ก็มี) เราคงโชคดีที่ได้เจอคนดีเยอะกว่า และมีโอกาสแนะนำให้ชาวไทยได้รู้ว่ายังมีสังคมเล็ก ๆ สำหรับคนรักแมนิคส์อยู่ และโอกาสดีที่มาก ๆ อีกอย่างคือ ได้ลงแนะนำเว็บไซต์และรีวิวทริปแมนิคส์ที่สิงคโปร์ในหนังสือที่เป็นประตูให้เราได้รู้จักกับแมนิคส์ music express ต้องขอขอบคุณหนังสือ music express- บก.ทัช ที่ให้โอกาส/พื้นที่ ค่ะ

คิดไหมว่าซักวัน จะเลิกชอบแมนิคส์

เคยมีความคิดนี้ ประมาณ 1 ครั้งในชีวิต ที่แว้บเข้ามาในหัว ตอนนั้นรู้สึกเบื่อ ๆ ตื้อ ๆ คิดคิดว่าถ้าเลิกชอบ เลิกสะสมคงมีเงินไปทำอย่างอื่น รู้สึกผิดจังที่คิดแบบนี้ :(

____________________________________________________________

ชอบมากขนาดนี้ เคยมีคนหาว่าบ้าไหม

มี เยอะด้วย 555 จะโดนเพื่อน ๆ ค่อนขอดประจำ ประมาณว่าบ้าไม่เลิกบ้างล่ะ ฟังอยู่วงเดียวบ้างล่ะ เพื่อนมัธยม มาเจอกันป่านนี้ ก็ถามแบบแปลกใจว่ายังฟังอยู่อีกเหรอ จริง ๆ ตั้งแต่จบมหาวิทยาลัย เริ่มทำงานจนป่านนี้ก็เป็นพวกคล้าย ๆ คนแก่ คือ ย้ำคิดย้ำฟัง ฟังแต่วงเก่า ๆ ที่เคยประทับใจ แล้วก็มีแมนิคส์อยู่ในนั้น

____________________________________________________________

วงอื่น ๆ ที่ิติดตามผลงานนอกจากแมนิคส์

วงที่ติดตามผลงานต่อเนื่องก็ Dubstar (แตกไปแล้ว), Client (Sarah ลาออกจากวงแล้ว- วงใหม่ของสมาิชิกเก่า Dubstar-Sarah Blackwood- วงนี้จะเป็นอันดับสองถ้าจะบ้าต่อจากแมนิคส์), Catatonia (แตกไปแล้ว), The Cardigans, A Camp, The Audience (แตกไปแล้วตั้งแต่ชุดแรก) , Sophie Ellis Bextor, Swan Dive, Bis (แตกไปแล้ว) และวงบริทป๊อปยุค 90's ทั่วไป ถ้าปีนี้วงที่มาแรงสุด ๆ ก็ต้อง Kasabian และ Florence+the Machine

และก็ดีใจมากสุด ๆ ที่ Nina แห่ง Cardigans มา featuring กับแมนิคส์ได้ใน Your Love Alone Is Not ครั้งแรกที่ได้ฟัง/เห็น mv กรี๊ดมาก ๆ ตกใจ ดีใจ แบบมาได้ไงเนี้ยะ (ก็ไม่รู้ว่าเค้าสนิทกันมาก่อนหรือเปล่า) และก็เป็นนักร้องรับเชิญคนแรกที่ได้ทำสตูดิโออัลบั้มร่วมกับแมนิคส์

(ดูดี ๆ วงที่ฟังจนพรุนที่มีนักร้องชายก็มีแค่ Manics กับ Kasabian โอ้วววว...ประหลาดแท้)


Client

Catatonia

Dubstar


Swan Dive

The Cardigans

TheAudience


Sophie Ellis Bextor

Kasabian

Florence+the Machine


Bis

A Camp

90's music

 

____________________________________________________________

แมนิคส์ ให้อะไรกับชีวิตบ้าง

เยอะมาก เริ่มต้น คือเป็นแรงบันดาลใจส่วนนึงให้เลือกเรียนด้านภาษา เพราะอยากจะรู้ว่าในเนื้อเพลงเค้าพูดถึงอะไร ทำให้เราอยากเก่งภาษาอังกฤษ (แต่เพราะตัวเองไม่ขยันเท่าไร ความรู้เลยไม่ค่อยพัฒนาเท่าไร ประกอบกับแมนิคส์เขียนเพลงได้ปรัชญาสุด ๆ) การเรียนรู้ในชีวิตอื่น ๆ ก็เช่นกัน เช่น เรียนวาดภาพ, ศึกษาทำเว็บไซต์ ต่อมาคือ ให้เรามีเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจ เพราะเป็นคนไม่เก่งกีฬา ไม่เล่นดนตรี ไม่มีพรสวรรค์อะไร การได้ฟังแมนิคส์เวลาเศร้า ๆ นี่ผ่อนคลายได้มาก แมนิคส์ช่วยให้เราได้รู้จักและพบเจอคนดี ๆ มากมาย

ดีใจมาก ๆ ที่ได้ทำเว็บ www.lovemanics.com

____________________________________________________________

ความคาดหวังที่จะเห็นแมนิคส์อีกครั้งในเมืองไทย

จาก 1 % เกือบจะเป็น 100 % เมื่องาน 100 ร็อคหลายที่ผ่านมา ก็กลับมากลายเป็น 1% เหมือนเดิมจนได้

____________________________________________________________

ถ้าได้เจอแมนิคส์ จะบอกอะไรกับพวกเค้า

ไม่น่าเชื่อว่าแฟนเพลงคนนึง จะีมีโอกาสได้เจอพวกเค้าแบบใกล้ชิด ถึงเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่จะไม่ลืมช่วงเวลานั้นเลย

ได้พูดประโยคนี้กับ Nicky ที่สิงคโปร์ "I'm waiting for this time for too long" นิกกี้ตอบว่า Really ? คิดว่าคงเข้าใจผิด ว่ามานั่งรอคุณ 2-3 ชั่วโมงนานเหลือเกิน ไม่ใช่นะ ชั้นหมายถึงรอพวกคุณมา 12 ปีต่างหาก !!! ถ้ามีโอกาสจะขอแก้ตัวพูดอีกครั้ง แล้วบรรยากาศตอนนั้น มันก็ไม่ใช่เวลาจะมาพูดอะไรมาซึ้ง ๆ เล้ย นึกแล้วก็ฮา ~ แต่โชคดีที่ไม่มีแฟนเพลงมามุง ๆ แย่งกัน มีแค่แฟนเพลงบ้าคลั่ง 2 และสตาฟ 1

และได้พูดคุยกับ Sean ที่ญี่ปุ่น ได้บอกออกไปว่า เรามาจากเมืองไทย เคยไปดูและเจอพวกคุณแล้วที่สิงคโปร์ และบินมาที่นี่เพื่อดูพวกคุณโดยเฉพาะและหวังว่าพวกคุณจะมีโอกาสกลับไปเล่นเมืองไทย ซึ่ง Sean ก็ตอบได้น่ารักมาก ๆ เค้าพูดยาวมาก เราก็จับใจความได้ว่า จะกลับไปแน่นอนเมื่อเหตุการณ์ทางการเมืองสงบลง Sean น่ารักเหมือนเคย เหมือนที่เคยเจอที่สิงคโปร์ และตอนที่พูดกับเจมส์ก็ได้รับคำตอบคล้าย ๆ กันคือถ้าเหตุการณ์ทางการเมือสงบ พวกเราจะกลับไปแน่นอน แสดงให้เห็นว่าพวกเค้าใส่ใจกับสถานการณ์ในประเทศไทยในระดับนึง

เรื่องที่น่าเสียดายที่สุดคือ อาการ starstruck ของเราเอง T^T คือเจอศิลปินที่รอคอยมาตลอดแล้วพูดไม่ออก ทำอะไรไม่ถูก พูดผิดพูดถูก แต่ตอนเจอ Sean กับ James ตอนปี 2011 นับว่าอาการดีขึ้นมากเพราะเป็นการเจอแบบไม่คาดหวังเลย (คือไปรอหน้าคอนเสิร์ตแต่ไม่คาดหวังว่าจะเจอ เพราะไม่คิดว่าจะโชคดีซ้ำซ้อน)

____________________________________________________________

ความฝันสูงสุดเกี่ยวกับแมนิคส์ในอนาคต

ตอนนี้เรียกได้ว่าสมหวังทุกอย่างแล้วในฐานะแฟนเพลงคนนึง การได้ดูแมนิคส์แสดงสด 5 ครั้ง / ได้เจอ พูดคุยกับทั้ง James Nicky Sean ได้เจอและคุยกับ Mitch Ikeda ช่างภาพวงที่เราตั้งใจอยากเจอ มีเรื่องต่าง ๆ ดี ๆ เกิดขึ้นมากที่สุดที่แฟนเพลงของวงดนตรีวงนึงพึงได้รับ (อ่านเพิ่มเติม MY GIGS) ชีวิตนี้ก็ไม่รู้จะคาดหวังอะไรมากกว่านี้แล้ว แต่ยังคงจะตามดูคอนเสิร์ตต่อไป ถ้ามีโอกาส มีเงิน โชคชะตานำพาให้เราไปพบเจอกันอีกในอนาคต อาจจะเป็นอังกฤษ ยุโรป ญี่ปุ่น หรือ สิงคโปร์อีกครั้ง ไม่รู้ว่าโอกาสครั้งหน้าจะอีกนานแค่ไหน แต่ไม่ว่าอย่างไร รักแท้ก็ไม่มีวันหมดอายุหรอก :D

 

back to top